รีบูต (Reboot) คืออะไร
รีบูต คือการเริ่มระบบใหม่ เปรียบเสมือนการปิดเครื่องแล้วเปิดขึ้นมาใหม่ทันทีโดยอัตโนมัติ กระบวนการนี้จะทำการล้างหน่วยความจำชั่วคราว (RAM) และปิดโปรแกรมที่ค้างอยู่ทั้งหมด เพื่อเริ่มต้นการทำงานของระบบปฏิบัติการ (OS) ใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นที่ได้ผลดีเยี่ยมเวลาเครื่องเริ่มมีอาการรวน
รีสตาร์ท (Restart) คืออะไร
รีสตาร์ท (Restart) คือการสั่งให้เครื่องปิด และเปิดใหม่แบบปกติ ไม่ลบข้อมูล ไม่กระทบไฟล์ในเครื่อง เหมาะกับการแก้ปัญหาเบื้องต้น เช่น เครื่องอืด แอปค้าง หรือระบบหน่วง
รีเซ็ต (Reset) คืออะไร
Reset คือการคืนค่าเครื่องกลับไปสู่สภาพเริ่มต้นเหมือนตอนเพิ่งซื้อมาใหม่ โดยจะลบข้อมูลทุกอย่างในเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นแอป รูปภาพ รายชื่อ หรือไฟล์ต่าง ๆ ดังนั้นก่อนกด Reset ต้องสำรองข้อมูลให้เรียบร้อย
Restart, Reboot vs. Reset ต่างกันยังไง?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูตารางเปรียบเทียบกันว่าแต่ละแบบส่งผลกับมือถือของเรายังไงบ้าง ดังนี้
หัวข้อเปรียบเทียบ
| Restart / Reboot
| Reset (Factory Reset)
|
|---|
ระดับความรุนแรง | ต่ำ เป็นเพียงแค่วิธีเริ่มระบบใหม่ | สูง เพราะเป็นการล้างระบบทั้งหมด |
ข้อมูล | ข้อมูลไม่หาย | ข้อมูลหายเกลี้ยง จำเป็นต้องสำรองข้อมูลก่อน |
เหมาะกับปัญหาแบบไหน | เครื่องค้าง, แอปเด้ง, เน็ตช้า | เครื่องติดไวรัส, ระบบล่มหนัก, จะขายเครื่อง |
ปัญหามือถือยอดฮิตที่ควรแก้ด้วยการรีบูตหรือรีสตาร์ต
หลายคนอาจจะสงสัยว่า รีบูตคืออะไร ทำไปเพื่ออะไร? แต่จริง ๆ แล้ววิธีการเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาจุกจิกได้สารพัด เช่น
เครื่องค้าง กดไม่ติด บางครั้ง RAM อาจจะเต็มหรือมีแอปทำงานเบื้องหลังมากเกินไป การรีบูตจะช่วยเคลียร์พื้นที่ให้เครื่องกลับมาลื่นไหล
แบตหมดไวผิดปกติ หากมีแอปบางตัวทำงานผิดพลาดจนกินพลังงานต่อเนื่อง การสั่งรีสตาร์ทจะช่วยหยุดการทำงานที่ผิดปกตินั้นได้
สัญญาณเน็ต / Wi-Fi มีปัญหา เมื่อมือถือหาคลื่นไม่เจอ หรือเชื่อมต่อ Wi-Fi ไม่ได้ การเริ่มระบบใหม่จะช่วยให้เครื่องค้นหาสัญญาณใหม่อีกครั้ง
แอปทำงานผิดปกติ ถ้าแอปโปรดเข้าไม่ได้ หรือเปิดแล้วเด้งออก ลองรีบูตสักรอบปัญหาอาจจะหายไปทันที
อย่างไรก็ตาม หากลองทำตามนี้แล้วยังมีอาการโทรศัพท์ทัชสกรีนไม่ได้ หรือโทรศัพท์เปิดไม่ติด แม้จะลองรีบูตหลายรอบแล้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าฮาร์ดแวร์ภายในมีปัญหา โดยเฉพาะคนที่ประสบกับปัญหาโทรศัพท์ตกบ่อย จนเครื่องได้รับแรงกระแทกบ่อยครั้ง กรณีนี้แนะนำให้ส่งเช็กที่ศูนย์บริการจะชัวร์ที่สุด
รีบูตมือถือบ่อย ๆ ส่งผลเสียอย่างไรบ้าง
แม้การรีบูตจะช่วยให้เครื่องเร็วขึ้น แต่การทำบ่อยเกินไปก็ส่งผลเสียได้เหมือนกัน เพราะทุกครั้งที่เริ่มระบบใหม่ อุปกรณ์ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ และทรัพยากรเครื่องค่อนข้างสูง เพื่อโหลดระบบปฏิบัติการโทรศัพท์ และแอปต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่ หากรีบูตถี่เกินไปอาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น และสร้างความล้าให้กับชิปประมวลผลได้ ทางที่ดีแนะนำให้รีบูตเครื่องเพียงสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง หรือทำเฉพาะตอนที่เครื่องเริ่มทำงานช้าลงก็เพียงพอแล้ว
สรุปบทความ
การเข้าใจว่า รีบูตคืออะไร และแต่ละคำสั่งทำงานต่างกันอย่างไร จะช่วยให้รับมือกับปัญหามือถือได้ตรงจุดมากขึ้น ไม่ต้องเผลอเลือกวิธีแรงเกินความจำเป็นจนข้อมูลสำคัญหายไป จำง่าย ๆ ว่า การรีบูต และการรีสตาร์ทคือการพักเครื่องแล้วเริ่มระบบใหม่ ข้อมูลทุกอย่างยังอยู่ครบ ส่วนการรีเซ็ตคือการล้างเครื่องกลับไปเหมือนวันแรกที่ซื้อมา เมื่อรู้แบบนี้แล้ว หากวันไหนมือถือเริ่มงอแง เครื่องค้าง หรือทำงานไม่ลื่น ลองเริ่มจากวิธีเบา ๆ อย่างการรีบูตก่อน จะช่วยแก้ปัญหาได้แบบสบายใจกว่า
และถ้าอยากดูแลมือถือให้ใช้งานได้ยาว ๆ นั้น การป้องกันไม่ให้เครื่องเจอปัญหาตั้งแต่ต้นก็สำคัญไม่แพ้กัน CaseClub เรามีเคสโทรศัพท์ และอุปกรณ์เสริมที่ช่วยลดแรงกระแทก ปกป้องตัวเครื่องจากการตกหล่นจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ช่วยลดโอกาสที่มือถือจะรวนหรือมีปัญหาจุกจิกให้ต้องรีบูตบ่อย ๆ ดูแลมือถือให้พร้อมใช้งานทุกวัน ทั้งเรื่องซอฟต์แวร์ และการป้องกันภายนอก แบบที่ใช้งานได้สบายใจมากขึ้น เลือกช้อปดีไซน์โดนใจมากกว่า 400 แบบ ได้ที่ www.caseclub.in.th/th เลย!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
รีบูตโทรศัพท์แล้วข้อมูลในเครื่องจะหายไหม?
ยืนยันเลยว่า การรีบูตหรือรีสตาร์ท ข้อมูลไม่หายแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ แชตไลน์ หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ จะยังอยู่ครบเหมือนเดิม เพราะมันเป็นเพียงการปิด และเปิดเครื่องใหม่เท่านั้น
มือถือค้างบ่อย ควรรีบูตหรือรีเซ็ตดีกว่ากัน?
ควรเริ่มจากการรีบูต (Reboot) ก่อนเสมอ หากอาการค้างหายไปก็แสดงว่า แค่ซอฟต์แวร์รวนชั่วคราว แต่ถ้าทำแล้วยังค้างบ่อยเหมือนเดิมทุกวัน การรีเซ็ต (Reset) หรือคืนค่าโรงงานอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็น แต่อย่าลืมสำรองข้อมูลก่อนนะ
รีบูตมือถือช่วยให้เครื่องเร็วขึ้นจริงหรือไม่?
ช่วยได้ เพราะการรีบูตจะเข้าไปล้าง Cache และเคลียร์ RAM ที่ถูกใช้งานค้างไว้โดยแอปต่าง ๆ ทำให้หน่วยความจำว่างขึ้น ระบบปฏิบัติการจึงทำงานได้คล่องตัวกว่าเดิม เหมือนได้พักผ่อน และตื่นมาทำงานใหม่อย่างสดใสนั่นเอง