น้ำเข้าโทรศัพท์ทำยังไง? รวมวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น พร้อมสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด!
อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นทำมือถือตกน้ำ ทำแก้วน้ำหกใส่ หรือเดินตากฝนจนเปียกชุ่ม เชื่อว่าวินาทีที่รู้ตัวว่า น้ำเข้าโทรศัพท์ หลายคนคงใจหายวาบ และทำตัวไม่ถูกแน่ ๆ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะถ้าตั้งสติ และรับมืออย่างถูกวิธี โอกาสที่มือถือลูกรักจะกลับมาใช้งานได้ปกติก็มีสูงมาก โดยในบทความนี้ CaseClub ได้รวบรวมวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง พร้อมข้อควรระวังที่ห้ามทำเด็ดขาด เพื่อช่วยให้สมาร์ตโฟนสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ
5 ขั้นตอนแรกที่ต้องทำทันที เมื่อน้ำเข้าโทรศัพท์
เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำเข้าโทรศัพท์ สิ่งสำคัญที่สุดคือความรวดเร็วและสติ ลองทำตาม 5 ขั้นตอนเบื้องต้นเหล่านี้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจลุกลามไปยังแผงวงจรด้านใน
ปิดเครื่องและถอดอุปกรณ์เสริมทันที
สิ่งแรกที่ต้องทำคือรีบปิดเครื่องให้ไวที่สุด เพื่อตัดวงจรไฟฟ้า และป้องกันไม่ให้เกิดอาการไฟฟ้าลัดวงจร จากนั้นให้ถอดอุปกรณ์เสริมทุกชิ้นออกให้หมด ไม่ว่าจะเป็นสายชาร์จ หูฟัง รวมถึงเคสกันกระแทกต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำขังอยู่ตามซอกหลืบของตัวเคส
เช็ดภายนอกให้แห้งด้วยผ้า Microfiber
หาผ้าที่ซับน้ำได้ดี และไม่มีขนหลุดรุ่ย อย่างผ้าไมโครไฟเบอร์ (Microfiber) หรือผ้าเช็ดแว่น มาเช็ดคราบน้ำตามพื้นผิวตัวเครื่องให้แห้งสนิทที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้กระดาษทิชชู่คุณภาพต่ำ เพราะอาจมีขุยกระดาษเข้าไปอุดตันตามช่องต่าง ๆ ได้
ถอดถาดซิมและเมมโมรี่การ์ด
ถอดถาดซิมการ์ด (SIM Card) ออกมาเช็ดให้แห้ง เพราะชิ้นส่วนเหล่านี้มักมีช่องว่างที่น้ำสามารถซึมเข้าไปได้ การถอดออกมาจะช่วยเปิดทางให้อากาศถ่ายเท และทำให้น้ำที่ค้างอยู่ด้านในระเหยออกมาได้เร็วขึ้น
สะบัดตัวเครื่องเบา ๆ โดยเอาพอร์ตชาร์จลง
หากสังเกตเห็นว่า มีน้ำขังอยู่ในช่องลำโพง หรือพอร์ตชาร์จ ให้จับตัวเครื่องให้แน่น หันด้านที่มีพอร์ตชาร์จลงพื้น แล้วสะบัดข้อมือเบา ๆ เพื่อไล่หยดน้ำให้ออกมา แต่ต้องระวังอย่าสะบัดแรงจนเกินไป เพราะอาจทำให้น้ำกระเด็นลึกเข้าไปในตัวเครื่องมากกว่าเดิม
ใช้แอปฯ หรือคลิปเสียงไล่น้ำ
สำหรับสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ มักจะมีฟีเจอร์ไล่น้ำมาให้ในตัว แต่ถ้าไม่มีสามารถเปิด YouTube แล้วค้นหาคลิปเสียงความถี่สูง (Water Eject Sound) หรือโหลดแอปพลิเคชันไล่น้ำมาใช้งาน คลื่นเสียงความถี่เฉพาะนี้จะทำให้ลำโพงเกิดการสั่นสะเทือน และดันหยดน้ำที่ค้างอยู่ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3 สิ่งที่ห้ามทำ! เมื่อน้ำเข้าโทรศัพท์
นอกจากการรู้วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องแล้ว การรู้ว่าอะไรที่ไม่ควรทำก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะบางความเชื่อผิด ๆ อาจทำให้น้ำเข้าโทรศัพท์กลายเป็นเรื่องพังพินาศกว่าเดิม ได้แก่
ใช้ไดร์เป่าผมลมร้อน
หลายคนคิดว่า ความร้อนจะช่วยให้น้ำระเหยไวขึ้น แต่ความจริงแล้ว ลมร้อนจากไดร์เป่าผมสามารถทำให้หน้าจอ แบตเตอรี่ และกาวที่ซีลกันน้ำรอบตัวเครื่องเสื่อมสภาพ หรือละลายได้ แถมแรงลมยังอาจเป่าให้น้ำกระเด็นลึกเข้าไปในแผงวงจรอีกด้วย ถ้าจะใช้ลมเป่า แนะนำให้ใช้พัดลมธรรมดาก็เพียงพอแล้ว
แช่ในถังข้าวสาร
ความเชื่อสุดฮิตที่หลายคนเคยทำ แต่รู้หรือไม่ว่าการนำมือถือไปหมกในถังข้าวสาร ไม่ได้ช่วยดูดความชื้นได้ดีขนาดนั้น ซ้ำร้ายฝุ่น และแป้งจากเมล็ดข้าวอาจหลุดเข้าไปอุดตันในพอร์ตชาร์จ ลำโพง หรือช่องหูฟัง จนทำให้ชิ้นส่วนพังเสียหายได้ หากต้องการดูดความชื้น แนะนำให้ใช้ซองกันชื้น (Silica Gel) จะปลอดภัยกว่ามาก
พยายามชาร์จแบตเตอรี่
ข้อนี้อันตรายขั้นสุด ห้ามเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ หรือวางบนแท่นชาร์จไร้สายเด็ดขาดตราบใดที่ตัวเครื่อง และพอร์ตชาร์จยังไม่แห้งสนิท เพราะกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านความชื้นจะทำให้เกิดการลัดวงจร อาจทำให้เมนบอร์ดไหม้ หรือร้ายแรงถึงขั้นเกิดประกายไฟได้
น้ำเข้าโทรศัพท์แล้วอาการแบบไหนที่ควรรีบส่งซ่อม?
ถึงแม้จะทำตามขั้นตอนเบื้องต้นไปแล้ว แต่ถ้าปล่อยไว้สักพักแล้วมือถือยังแสดงอาการแปลก ๆ บ่งบอกว่าความเสียหายอาจทะลุไปถึงด้านในแล้ว อาการที่ควรรีบส่งให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบทันที มีดังนี้
หน้าจอกระพริบ จอเป็นเส้น สีหน้าจอเพี้ยน ทัชสกรีนไม่ติด หรือมีรอยด่างดำบนจอภาพ
เครื่องไม่เปิดหรือชาร์จไม่เข้า พยายามเปิดเครื่องเท่าไหร่ก็ไม่ติด หรือเสียบชาร์จทิ้งไว้แล้วแบตเตอรี่ไม่เพิ่มขึ้น
เสียงลำโพงเบา ไมค์ไม่ทำงาน ปลายสายไม่ได้ยินเสียงเราพูด หรือเปิดเพลงแล้วเสียงลำโพงแตก อู้อี้ ไม่ชัดเจน
เครื่องร้อนผิดปกติหลังโดนน้ำ แม้จะไม่ได้ใช้งานหนัก แต่ตัวเครื่องกลับร้อนจัด ถือเป็นสัญญาณอันตรายของระบบไฟลัดวงจร
สรุปบทความ
อุบัติเหตุน้ำเข้าโทรศัพท์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวจนเกินไป หากรู้วิธีรับมืออย่างถูกต้องและทำให้ไว หัวใจสำคัญคือรีบปิดเครื่อง เช็ดให้แห้ง หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อน และงดชาร์จแบตเตอรี่ทันที เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสียหายของตัวเครื่องไปได้มาก อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไว้ตั้งแต่แรก การเลือกใช้เคสที่ช่วยปกป้องตัวเครื่องได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเคสกันกระแทก หรืออุปกรณ์เสริมอย่างสายคล้องโทรศัพท์ และกระเป๋ากันน้ำ ก็ช่วยลดความเสี่ยงน้ำเข้าโทรศัพท์ได้
CaseClub มีเคสโทรศัพท์หลากหลายรุ่น ตั้งแต่เคส iPhone, เคส Samsung, เคส Oppo, เคส Vivo และยี่ห้ออื่น ๆ อีกมากมายให้คุณได้เลือกช้อปมากกว่า 400 แบบ ช่วยปกป้องสมาร์ตโฟนในสถานการณ์ไม่คาดคิด ไม่ว่าจะฝนตก น้ำหก หรืออุบัติเหตุเล็ก ๆ ก็ช่วยให้ใช้งานโทรศัพท์ได้อย่างสบายใจมากขึ้นในทุกวัน สนใจสั่งซื้อและเลือกชมสินค้าได้ผ่านเว็บไซต์ CaseClub หรือร้านค้าบนแพลตฟอร์มชั้นนำ Shopee พร้อมส่งตรงถึงบ้านคุณ!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
น้ำเข้าโทรศัพท์ยังเปิดเครื่องได้อยู่ จำเป็นต้องซ่อมไหม?
ถึงแม้เครื่องจะยังใช้งานได้ปกติในช่วงแรก แต่ความชื้นที่สะสมอยู่ด้านในอาจทำให้แผงวงจรเกิดสนิม และค่อย ๆ เสื่อมสภาพในระยะยาว แนะนำให้สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการค้าง เครื่องร้อน หรือแบตเตอรี่ลดไวผิดปกติ ควรนำไปให้ศูนย์บริการหรือช่างผู้เชี่ยวชาญเช็กสภาพด้านในเพื่อความชัวร์
ประกันโทรศัพท์ครอบคลุมกรณีน้ำเข้าไหม?
โดยทั่วไปแล้ว ประกันตัวเครื่องแบบมาตรฐานที่แถมมาตอนซื้อ มักจะไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุอย่างน้ำเข้าหรือเครื่องตกน้ำ แต่ถ้ามีการซื้อประกันโทรศัพท์เพิ่มเติม เช่น AppleCare+ หรือแพ็กเกจประกันอุบัติเหตุจากทางค่ายมือถือ ก็อาจจะมีเงื่อนไขคุ้มครองค่าซ่อมแซมส่วนนี้ให้ ควรตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทอีกครั้ง
ลำโพงเสียงแตกหลังจากน้ำเข้า แก้ยังไง?
เบื้องต้นให้ลองใช้แอปพลิเคชัน หรือคลิปเสียงความถี่สูง เพื่อดันน้ำออกจากลำโพงดูก่อน จากนั้นวางเครื่องในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก รอจนกว่าจะแห้งสนิทจริง ๆ หากผ่านไป 1 - 2 วันแล้วเสียงยังคงแตก หรือเบาอยู่ แสดงว่า ลำโพงอาจได้รับความเสียหาย ควรส่งซ่อมเพื่อเปลี่ยนอะไหล่ลำโพงใหม่








