เช็กพฤติกรรมตัวเองก่อนสายเกินไป! อาการแบบไหนถึงเรียกว่าติดโทรศัพท์มากเกินไป
ก่อนจะไปดูผลกระทบ ลองมาเช็กลิสต์พฤติกรรมในแต่ละวันกันก่อนว่า ตอนนี้เราเข้าข่ายติดโทรศัพท์มากเกินไปหรือเปล่า สัญญาณเตือนที่ชัดเจนมักจะมาในรูปแบบของพฤติกรรมที่เราทำไปโดยไม่รู้ตัว ดังนี้
พฤติกรรมเช็กมือถืออัตโนมัติ นั่งอยู่เฉย ๆ ก็ต้องหยิบมือถือขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอ ทั้งที่ไม่มีการแจ้งเตือนอะไรเลย
ตื่นมาก็จับมือถือ ลืมตายังไม่ทันเต็มตาก็ต้องควานหาสมาร์ตโฟนมาเช็กโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งแรกของวัน
ไถฟีดก่อนนอน หรือระหว่างทำงาน วางมือถือไม่ลงแม้กระทั่งตอนที่ควรจะพักผ่อน หรือตอนที่ต้องโฟกัสกับงานตรงหน้า ก็ยังเผลอหยิบขึ้นมาไถฟีดอยู่เรื่อย ๆ
ถ้าใครมีพฤติกรรมเหล่านี้เกิน 2 ข้อ แปลว่าต้องเริ่มหันมาใส่ใจตัวเองให้มากขึ้นแล้วล่ะ
ผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือ มีอะไรบ้าง
เมื่อเราปล่อยให้พฤติกรรมการเสพติดหน้าจอครอบงำ ผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือจะเริ่มแสดงออกอย่างชัดเจนทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 6 ข้อหลัก ๆ ดังนี้
อาการออฟฟิศซินโดรม
การก้มหน้ามองจอมือถือเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่ ต้องรับน้ำหนักศีรษะมากกว่าปกติหลายเท่า นานวันเข้าก็จะเกิดอาการปวดเกร็งเรื้อรัง จนลุกลามเป็นออฟฟิศซินโดรมในที่สุด นอกจากนี้ วิธีการถือเครื่องก็มีส่วนสำคัญ เพราะการต้องเกร็งนิ้วและข้อมือนาน ๆ ก็ทำให้ปวดได้
อาการตาล้า
แสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจอเป็นศัตรูตัวร้ายของดวงตา ยิ่งเราจ้องจอใกล้ ๆ และนานเกินไปโดยไม่ค่อยกะพริบตา จะทำให้ตาแห้ง แสบตา และเกิดอาการตาล้าได้ บางคนอาจถึงขั้นปวดกระบอกตาและปวดหัวร่วมด้วย
นอนหลับยาก
การเล่นมือถือก่อนนอน ทำให้แสงสว่างจากหน้าจอไปยับยั้งการหลั่งสารเมลาโทนิน ส่งผลให้สมองตื่นตัว กว่าจะข่มตาหลับได้ก็ใช้เวลานาน ซ้ำร้ายยังทำให้คุณภาพการนอนลดลง เมื่อตื่นมาก็รู้สึกไม่สดชื่นอีกด้วย
สมาธิสั้น
เสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นตลอดเวลา ทำให้สมองถูกดึงความสนใจไปจากสิ่งที่ทำอยู่เสมอ เมื่อเราชินกับการสลับความสนใจไปมาอย่างรวดเร็ว จะส่งผลให้ความสามารถในการจดจ่อหรือทำอะไรนาน ๆ ลดลง กลายเป็นคนที่มีสมาธิสั้นลงโดยไม่รู้ตัว
เครียดง่าย วิตกกังวลอยู่ตลอด
การเสพข่าวสาร หรือดูชีวิตที่สมบูรณ์แบบของคนอื่นในโซเชียลมีเดียมากเกินไป อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) หรือความกลัวที่จะตกกระแส ทำให้รู้สึกกระวนกระวาย และต้องคอยเช็กหน้าจออยู่ตลอดเวลา จนเกิดเป็นความเครียดสะสม
กระทบความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
หลายครั้งที่เรามัวแต่ก้มหน้าสนใจคนในจอ จนละเลยคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ทำให้มีพฤติกรรมเมินเฉยคนรอบข้าง เพราะมัวแต่เล่นมือถือ ทำให้เสน่ห์ในตัวเราลดลง และอาจบั่นทอนความสัมพันธ์กับครอบครัว แฟน หรือเพื่อนฝูงได้ในระยะยาว
วิธีแก้อาการติดโทรศัพท์มากเกินไป ฉบับทำได้จริง!
รู้ถึงผลเสียกันไปแล้ว มาดูวิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่าย ๆ ที่จะช่วยดึงเราออกจากหน้าจอกันบ้าง
ตั้งเวลาการใช้งานมือถือในแต่ละวัน ลองใช้ฟีเจอร์ Screen Time ที่มีอยู่ในเครื่องเพื่อจำกัดเวลาการเล่นแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น กำหนดเวลาให้ตัวเองเล่นโซเชียลแค่วันละ 1 - 2 ชั่วโมง พอครบกำหนดแอปก็จะล็อกอัตโนมัติ เป็นการบังคับตัวเองไปในตัว
ปรับพฤติกรรมการใช้มือถือก่อนนอน งดเล่นมือถืออย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน ลองหากิจกรรมอื่นทำแทน เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบา ๆ และควรวางมือถือให้ห่างจากเตียงนอน
สรุปบทความ
พฤติกรรมการติดโทรศัพท์มากเกินไป ไม่ได้ส่งผลแค่กับสุขภาพกาย และใจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนมาถึงรูปแบบการใช้งานในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการถือมือถือทั้งวัน ใช้งานด้วยมือเดียว รีบหยิบ รีบวาง หรือเผลอใช้งานในท่าที่ไม่ถนัด ซึ่งทั้งหมดนี้คือผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยไม่รู้ตัว นอกจากการพยายามลดเวลาหน้าจอแล้ว อีกสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือการดูแลสมาร์ตโฟนให้พร้อมสำหรับการใช้งานหนัก เพราะยิ่งใช้บ่อย ความเสี่ยงจากการหล่น กระแทก หรือเกิดความเสียหายก็ยิ่งสูง CaseClub จึงพัฒนาเคสโทรศัพท์ที่ออกแบบมา เพื่อรองรับพฤติกรรมของคนที่ต้องใช้มือถือทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นเคส Samsung, เคส iPhone หรือเคสโทรศัพท์ยี่ห้ออื่น ๆ อีกมากมาย ที่เน้นทั้งความแข็งแรงและการจับถือที่ถนัดมือ ช่วยปกป้องเครื่องในทุกจังหวะการใช้งาน
และสำหรับใครที่ต้องใช้โทรศัพท์หนักในแต่ละวัน ก็สามารถเลือกดู และสั่งซื้อเคสได้สะดวกผ่านเว็บไซต์ CaseClub และ Shopee เพื่อให้การใช้งานโทรศัพท์อย่างหนัก ไม่กลายเป็นภาระเพิ่มเติมทั้งกับตัวเครื่อง และการใช้งานในชีวิตประจำวัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ติดโทรศัพท์มากเกินไป มีผลเสียระยะยาวไหม?
มีแน่นอน หากปล่อยไว้นาน ๆ ปัญหาสุขภาพกายอย่างกระดูกคอเสื่อม หรือจอประสาทตาเสื่อมอาจเกิดขึ้นได้ ส่วนในด้านจิตใจ ก็เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลเรื้อรังจากความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง
คนทำงานจำเป็นต้องใช้มือถือเยอะ ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
แนะนำให้ใช้กฎ 20-20-20 คือทุก ๆ 20 นาที ให้ละสายตาจากจอไปมองสิ่งที่อยู่ไกลออกไป 20 ฟุต (ประมาณ 5 - 6 เมตร) เป็นเวลา 20 วินาที หมั่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ระหว่างวัน และปรับแสงหน้าจอให้สบายตา หรือใส่แว่นกรองแสงสีฟ้าเพื่อช่วยถนอมสายตา
ติด Social ส่งผลต่อสุขภาพจิตจริงหรือไม่?
จริง งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับภาพลักษณ์ของผู้อื่นที่ถูกคัดเลือกมาแล้วบนโซเชียลมีเดีย ส่งผลโดยตรงต่อการลดลงของความนับถือตนเอง (Low Self-Esteem) และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความเครียดสะสมได้